ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot

dot


พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
มหาวิหารสิขีแก้วคำหลวง
แบนเนอร์ตัวอย่าง
Google+


คด หินกายสิทธิ์ article

 

ความรู้เรื่องคต กายสิทธิ์ (ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ต้องเสก)

เป็นเรื่องที่น่าแปลกพิสดารที่อยู่ๆ ผลไม้หรือไข่ของสัตว์ รวมถึงกระทั่งอวัยวะของสัตว์บางชนิดจะกลายเป็นหินได้เพียงระยะเวลาแว็บเดียว ซึ่งคนโบราณเรียกสิ่งนี้ว่า “คต” หรือ “แสง”

คดในพจนานุกรม ฉบับราชบัญฑิตยสถาน ได้นิยามความหมายว่า หินที่เกิดขึ้นในพืชหรือสัตว์ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ใช่ฟอสซิลที่ถูกทับถมและเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลา แต่เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในขณะที่พืชและสัตว์นั้น ยังมีชิวิตอยู่เกิดในช่วงชิวิตของมันเนื่องจากความผิดธรรมชาติ จึงมักมีความเชื่อว่ามี พลังอำนาจบางอย่างมาทำให้เป็นไป และพลังอำนาจนั้นต้องมีความเข้มแข็งมากด้วย

ในคัมภีร์แร่ทนสิทธิ์สายล้านนานั้น มีคำศัพท์บัญญัติในการเรียก ดังนี้

...แสง คือ คำเรียกแร่ทนสิทธิ์ที่เกิดจากพืชและสัตว์ ดังเช่น แสงนกคุ่ม(คดไข่นกคุ้ม) แสงบะหนุน(คดขนุน) แสงบะขาม(คดมะขามทองแดง) เป็นต้น

...แสง...... คำว่าแสงหรือที่ทางภาคกลางเรียกว่า คต เช่น แสงไม้บง(คตไม้ไผ่),แสงแก่นหนุน(คตขนุน),แสงอ่องออหมา(คตหมา),แสงต่อ(คตต่อ),แสงงัว(คตวัว),แสง ควาย(คตควาย) และแสงนกคุ้ม ทั้งหมดนี้จะมีลักษณะและพุทธคุณ แตกต่างกันออกไป

แสงลูกใด มีลักษณะดั่งไข่นกคุ้ม วรรณะส่องแสงเข้าในชื่อง่าแสงนกคุ้ม มีไว้ชุ่มเย็น ไฟบ่ไหม้ มีไว้ยังเรือนชุ่มเย็นใจ มีโชคลาภ ข่ามอาวุธมีคม และไฟ
แสงลูกใด มีวรรณะดั่งไข่นกแต้ มีแสงส่องเข้าใน ชื่อว่าแสงนกแต้
แสงลูกใด มีรูปดั่งเต่า ชื่อว่าแสงเต่า ชุ่มเย็นดี แสงเต่านี้เอาวางไว้บนด้ง แล้วเรียกหมามาหาแสงนั้น หมาจักเห่าแวดไปแวดมา อย่างหมาหันเต่านั้นแล อย่างนี้เรียกว่าแสงเต่าแต้ บ่ปลอมเนอ
แสงนกคุ้ม ก็สันเดียวกัน หื้อเอาเผ่าปืนบ่าแต๊บมาแบ่งเป็น 2 กอง หื้อห่างกัน 2 นิ้ว นำแสงนกคุ้มวางไว้กลางเผ่า แล้วจุดไฟเผาเทอะ แสงแท้ไฟจักไหม้กองที่เราจิไฟเผา ส่วนเผ่าแถมกองนั้นบ่ไหม้
แสงลูกใด มีลักษณะสัณฐานดั่งรูป อึ่ง ช้าง ม้า ราชสีห์ วอก นาค แมงดา ควรเก็บรักษาไว้กับเรือน ชุ่มเย็น จักมีเข้าของเงินคำสมบัติมากนัก



ซึ่งตามความเชื่อของคนยุคเก่าแก่ระบุว่า ในคตหรือแสงนี้ เป็นเรือนอาศัยของกายสิทธิ์ที่ทรงฤทธานุภาพ

 

  กายสิทธิ์ จะมีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ที่เด่นไม่เหมือนกัน บางพวกก็ช่วยในการดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติ บางพวกช่วยให้เจ้าของมีเสน่ห์ให้คนรักคนนิยมชมชอบ และบางพวกป้องกันภัยอันตรายต่างๆ หรือที่แบบบู๊ๆ ก็คงกระพันมหาอุตต์ฟันแทงไม่เข้ากันเลยทีเดียว


กายสิทธิ์ คต หรือธนสิทธิ์ นักปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อวัดปากน้ำ จะหมายถึงพระจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง มีหน้าที่คงความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลกมนุษย์ ถ้าอยู่บนสวรรค์ก็จะบันดาลและหล่อเลี้ยงทิพยสมบัติให้แก่เทวดา ถ้าอยู่บนพระนิพพานก็บันดาลหรืออุปถัมภ์ค้ำจุนทุกอย่างทุกเรื่องแก่ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์และพระอนุพุทธตลอดทั้งพระนิพพานและทุกพระนิพพาน ตามลำดับบารมีความแก่กล้าของพระจักรพรรดิ์ภาคผู้เลี้ยง มีทั้งจุลจักร มหาจักร บรมจักรทั้งโลกมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ตลอดจนพระนิพพาน จนกระทั่งสูงสุดของสายการปกครองของพระจักรพรรดิ์ท่านมีชื่อเรียกว่าอุดมบรมพุทธเจ้าจักรพรรดิ์ ทุกคนเกิดมามีพระจักรพรรดิดูแลอยู่ทุกท่าน เป็นของคู่บุญและสร้างบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระจักรพรรดิยังอยู่คอยเราตลอดทุกภพทุกชาติ บางชาติก็ได้เจอกัน บางชาติก็แคล้วคลาดกันบ้าง ถึงอย่างไรก็จะตามหากันจนเจอในภพใดภพหนึ่ง

กายสิทธิ์ที่อยู่ในดวงแก้ว หรือในคด ต่างๆ นั้น เป็นกายละเอียดที่สำเร็จด้วยอานุภาพของบุญของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่หลายระดับ ยุคใดที่มนุษย์มีศีลธรรมมาก กายสิทธิ์นี้ก็จะเกิดขึ้นมาก และผู้ที่จะครอบครองได้ ก็จะต้องมีบุญ ถ้ามีบุญมาก กายสิทธิ์ที่อยู่ในดวงแก้วและคด ก็จะมีอานุภาพมาก  เมื่อผู้ใดได้มาครอบครองแล้ว ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ทำใจให้บริสุทธิ์มากๆ กายสิทธิ์ก็จะยิ่งมีอานุภาพ ที่จะช่วยเสริมบารมีให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง

      ในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  กรุงเทพฯ  (พระมงคลเทพมุนี (สด  จนฺทสโร)  ยังมีชีวิตอยู่   หลวงพ่อมีกายสิทธ์จำนวนมากหลายชนิด  ท่านจึงแจกกายสิทธิ์ให้ผู้ได้วิชชาธรรมกายเกือบทุกคน  เพื่อใช้ถือขณะปฏิบัติกิจภาวนา  เพราะช่วยทุ่นแรงในการปฏิบัติภาวนา  เมื่อหลวงพ่ออาพาธ  ท่านได้เรียกกายสิทธ์กลับคืนหมด  แต่ศิษย์บางท่าน  หลวงพ่อก็ยกดวงแก้วกายสิทธิ์ให้รักษาไว้

       ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อ  เมื่อทราบความศักดิ์สิทธิ์ของกายสิทธิ์  ต่างก็หาไว้เป็นสมบัติเพื่อความเป็นสิริมงคล  หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว  คณะศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อ  ที่สืบทอดวิชชาของหลวงพ่อ  ได้บรรจุกายสิทธิ์ ๓ ดวง  เป็นดวงแก้วใสมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ นิ้ว (ในภายในดวงแก้วมีกายสิทธิ์ระดับจักรพรรดิชั้นสูง  ยังผลให้วัดปากน้ำมีกำลังเลี้ยงพระภิกษุสามเณรและศิษย์วัด  เป็นพัน ๆ รูปได้ ดังประจักษ์พยานเช่นทุกวันนี้)  ไว้ในรูปเหมือนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ  ซึ่งเป็นรูปยืนเต็มองค์ที่ศูนย์กลางฐานที่ ๗  บรรจุเมื่อวันพุธที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๒  และรูปยืนนี้ได้ประดิษฐานหน้าหีบสรีรสังขารของหลวงพ่อ  บนหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต

 

คต กับ แสง เหมือนหรือต่างกัน

คด กับ แสง ต่างกัน หลายคนเข้าใจผิด ๆ คิดว่า คดเป็นแสง แสงเป็นคด เพราะลักษณะคล้ายกันมาก แสงก็คือ กายสิทธิ์ อีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความพิเศษ คือสามารถกำเนิดแสงสว่างขึ้นในตัวเอง โดยจะปรากฏในวันดีคืนดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนนำมาบอกกล่าวกันมากนัก และต้องรู้ว่า กำเนิดแสงนี่ล่ะที่เป็นสิ่งที่แยกแสง ออกจากคด กล่าวสรุปว่า แสงอาจจะเป็นคด แต่ คดทุกชนิดไม่อาจนับเป็น แสงได้ทั้งหมด โบราณาจารย์ท่านพยายามแยกสองสิ่งออกจากกัน จึงปรากฏคำว่า แสง” “คดในตำราธาตุกายสิทธิ์แยกกันค่อนข้างชัดเจน

กายสิทธิ์ที่มีอานุภาพสูงจนสามารถเปล่งแสงยามค่ำคืนได้ จึงจะเรียกว่า แสงการหากายสิทธิ์ที่เรียกว่า แสงในสมัยโบราณไม่จำเป็นต้องได้มาแบบคดเสมอไป กล่าวคือ บริเวณที่เห็นแสงปรากฏผิดปกติในเวลาค่ำคืนบางขณะ ห้วงนักขัตฤกษ์ เช่น วันพระ หากพบแสงพุ่งไปหยุด ณ. ที่ใด ก็จงค้นดูเถิดจะพบกับของวิเศษ มีลักษณะฉ่ำใส แบบธาตุกายสิทธิ์ หากพบในรังนกคุ่ม ก็เรียกแสงนกคุ่ม หากพบในไม้มะค่า ก็เรียกแสงมะค่า บางครั้งไปพบตามพงไม้ ก็ต้องดูลักษณะสัณฐาน เช่น เหมือนไข่ ก็เรียกแสงไข่ หากสีหรือขนาดแบบนกพันธุ์ไหนก็ต่อชื่อด้วยชื่อพันธุ์นกชนิดนั้น หากเหมือนลักษณะเต่าก็เรียก แสงเต่า และเป็นเรื่องแปลกอีกอย่างก็คือ ไม่พบธาตุกายสิทธิ์แสง ในตัวสัตว์เลย จะพบก็แต่ แสงที่มีลักษณะคล้ายตัวสัตว์เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เป็นตัวสัตว์ที่กลายสภาพเป็นหินอย่างกำเนิดคดทั่วไป แล้วจะเหมาเรียกแสงได้ทั้งหมด คนที่เล่นธาตุกายสิทธิ์ แบบลึกเท่านั้นจึงจะแยก แสงออกจาก คดได้อย่างชัดเจน เนื่องจากต้องเชี่ยวชาญ แบบดูนอก ( ลักษณะทางกายภาพ ) และดูใน ( สมาธิพิจารณา ) กายสิทธิ์ประเภทแสง นับเป็นหนึ่งในแก้วมณี วิเศษ ในมิติจิตวิญญาณ.

กายสิทธิ์ประเภทแสงนับถือว่า มีอานุภาพสูง เพราะมีอาการของ ธาตุเสด็จคือกลายเป็นแสงลอยไปมาได้ในเวลากลางคืน

 

 แสงกล้วย....

กล้วย เป็น พืชที่คนไทยเราคุ้นเคย มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ นอกจากจะสารพัดประโยชน์ ใช้ตั้งแต่ใบยันต้นแล้ว กล้วยยังถือว่าสามารถกำเนิด ทนสิทธิ์ แบบต่าง ๆ ได้ถือว่ากล้วยมีอาถรรพ์ลี้ลับในตัว แม้การนำมาสะกดอสรพิษ นิยมนำมาประกอบกับเครื่องบูชา ตามคติเวทมนต์คาถา ธาตุกายสิทธิ์ที่พบในกล้วย มีทั้ง แสงและ คดฯลฯ

แสงกล้วย คือ ต้นกล้วยที่มีแสงวิ่งเข้าหาในเวลากลางคืน ต่อเมื่อผู้มีวิทยาคมไปพบเข้าก็จะทำพิธีสะกดแสงนั้นเอาไว้ ซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี แสงกล้วย” (ธาตุกายสิทธิ์) มีลักษณะอย่างหยวกกล้วยแต่ใสกว่า มีสัณฐานต่าง ๆ กัน โดยมาก แสงจะอยู่ตรงกลางต้นกล้วย จะมีลักษณะตั้งแต่ขาวขุ่น จนขาวใสคล้ายวุ้น แต่จะแข็งเหมือนหิน สัณฐานของแสงกล้วยโดยมากจะเกลี้ยงเกลาเป็นทรงกลมหรือรีแบบไข่ เมื่อส่องดูเนื้อในจะหนึกนุ่มใส มีประกายระยิบระยับ และเมื่อสัมผัสจะเย็นกว่าอากาศภายนอก..

แสงจะส่งผลเด่นชัด แก่ผู้เป็นเจ้าของในด้านชุ่มเย็น เจริญรุ่งเรือง และ เด่นด้านโภคทรัพย์ ผู้มีแสงครอบครองต้องหมั่นทำบุญเติมบารมีของตนไว้ เพราะหากผู้ครอครองผิดศีลผิดธรรม แสงก็จะปาฏิหาริย์เป็น ธาตุเสด็จหนีไปดื้อ ๆ ซึ่งไม่มีวิธีที่จะป้องกันได้เลย.แสงกล้วย ต่างจาก คดกล้วยตรงที่มีลักษณะใสกว่า และต้นกล้วยที่จะมีแสงกล้วยนั้นต้องมีธาตุเสด็จปรากฏให้เห็นจึงจะเรียก แสงกล้วยต้นกล้วยที่เกิดแสงได้ ไม่ระบุว่าต้องเป็นกล้วยพันธุ์ใด แต่เท่าที่พบมากก็คือกล้วยป่า รองมาก็คือกล้วยตานี กล้วยน้ำ ฯลฯ เหตุที่มีแสงลงสถิตในกล้วยส่วนหนึ่งเชื่อว่า เป็นอาถรรพ์พื้นที่ที่ต้นกล้วยนั้นเกิดด้วย..

                                                                                                 (ภาพด้านล่าง คือ คตผลมะกอกป่า) 

 

    แสง กับ คด ต่างเป็นแก้วกายสิทธิ์ที่เปี่ยมอานุภาพ มีฤทธิ์บารมี เทียบเท่าแก้วจุลจักร และบางชิ้นอาจมีบารมีถึงแก้วมหาจักร เป็นของคู่บารมีผู้มีวาสนา มีความเข้าใจผิด ที่ใช้ขนาดทางรูปธรรมภายนอกในการวัดอานุภาพของกายสิทธิ์เหล่านี้  ซึ่งแท้ที่จริงต้องตรวจสอบธาตุแก้วกายสิทธิ์ที่อยู่ภายในต่างหากว่าทรงอานุภาพเทียบเท่าแก้ววิเศษระดับใด ความรู้เรื่อง แสงที่เป็นธาตุกายสิทธิ์จะพบเรื่องนี้ในภาคเหนือมากกว่าภาคอื่น ๆ โดยจะแบ่งแยกชัดเจนไม่เรียก คดรวม ๆ แบบภาคอื่น การศึกษาเรื่องนี้จึงอยู่ในวงแคบ เฉพาะผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้จริง ๆ เท่านั้น และ การได้มาของแสงแต่ละชิ้น อาจไม่มีจุดลงตัวที่แน่นอน เพราะบางชิ้นมาแบบธาตุเสด็จ คือ หล่นมาจากอากาศบ้าง บางทีก็ไปอยู่เองบนหิ้งบูชาบ้าง แต่ใครมีก็หวงแหนนัก แทบไม่พบของแท้ในวงการค้าขายเครื่องรางเลย..

 

 

เคยมีข่าวชาวบ้านน้ำลัด หมู่ 3 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย พากันตื่นเต้นเมื่อมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งพบเรื่องประหลาด แม่ไก่ที่เลี้ยงอยู่ฟักไข่ออกมาเป็นหินของนายจันตา เชียงมา อายุ 52 ปี อาชีพขับรถรับส่งนักเรียน เมื่อเจอหน้านายจันตาได้โชว์หินรูปไข่ไก่ให้ดูลักษณะเป็นหินกลมรี สีน้ำตาล ขนาดเท่าไข่ไก่ทั่วไปแต่เป็นหิน ไข่หินใบนี้ถูกวางเอาไว้ในผ้าขาวในภาชนะอย่างดี ขณะที่มีชาวบ้านในละแวกเดียวกัน 4-5 คน พากันจุดธูปกราบไหว้เพราะเห็นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างขอหวย บ้างบนบาน เพื่อให้รักษาโรคร้ายให้หายดี

นายจันตา บอกว่า ก่อนหน้านี้ได้เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองเอาไว้หลายตัว เพื่อเป็นอาชีพเสริมจากการขับรถ โดยจะใช้ยางรถยนต์มัดติดไว้ข้างบ้านสำหรับทำเป็นรังให้แม่ไก่ กระทั่งมีแม่ไก่ตัวหนึ่งออกไข่ออกมาจำนวน 12 ฟอง และได้ฟักหลายวันจนออกมาเป็นลูกเจี๊ยบ นับได้จำนวน 7 ตัว ส่วนอีก 5 ฟองไม่ออกลูกจึงได้นำไปต้มเพื่อเป็นอาหารกินตามปกติ    ปรากฏว่าไข่ไก่ที่เป็นปกติมีเพียง 4 ฟอง ส่วนอีก 1 ฟองกลายเป็นหินต้มก็ไม่เปื่อย จึงเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด ชาวบ้านทราบข่าวก็พากันไปมุงดู ก็ไม่ขัดศรัทธา จึงนำใส่ผ้าขาวและภาชนะให้อย่างดี ยิ่งเมื่อมีชาวบ้านจากพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง ในพื้นที่ใกล้เคียงคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์เดินเหินไม่สะดวกได้ไปจุดธูปและขอเอาไข่หินกลิ้งไปมาบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เป็นเวลาติดต่อกัน 3 วัน ปรากฏว่าต่อมาก็หายป่วยสามารถเดินได้ จึงยิ่งสร้างความศรัทธาให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ

 

คตขนุนสีน้ำผึ้ง

 

 

คดขนุนหรือบางทีอาจเรียกเม็ดขนุนทองแดง จะมีลักษณะเหมือนเม็ดขนุนในยวงธรรมดานี่เองแต่ตัวเม็ดในจะแดงคล้ำและแข็ง เหมือนหินแต่ไม่ใช่เป็นทองแดง เพียงแค่ดู เหมือนเท่านั้นเองสำหรับอิทธิคุณนั้น ว่ากันว่าคงกระพันชาตรีเหนียวดีนัก คุณลักษณะเด่นอีกเรื่องคือของนี้ค้ำคูณดวงชะตาเจ้าของคงจะถือนิมิตรนามมงคล ขนุน-หนุนเนื่องนั่นกระมัง 

เคยมีเรื่องเล่าว่า นายคำ บ้านอยู่สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้โชคดีพบเม็ดขนุนทองแดงในลูกขนุนในสวนของแก ได้นำไปให้พระภิกษุรูปหนึ่งที่แกนับถือพิจารณา ซึ่งท่านก็ ได้กำชับว่าเก็บให้ดีด้วยเป็นของวิเศษที่หายาก ท่านได้ลงคาถากำกับตามกรรมวิธีของท่าน ต่อมานายคำก็ทำการค้าขายร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆตาแกไปได้เมียแถวฝั่งพม่าเลยอพยพ ไป อยู่พม่า กับเมียนัยว่าแกมีอีกหลายคนฐานะแกก็ดีขึ้นโดยลำดับคือแกขยันทำกินด้วยครับ กล่าวกันว่านายคำนี้หวงเม็ดขนุนนั้นมากจะพกติดตัวไม่ยอมห่างแกเชื่อว่านอก จากความ ขยันของแกแล้วเจ้าขนุนทองแดงนี่เองที่เป็นของนำโชคให้แก่พบแต่สิ่งดีๆ

 

 

 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


เรื่องศักดิ์สิทธิ์

หินเขี้ยวหนุมาน article



1

ความคิดเห็นที่ 1 (152924)

เรื่อง คดขนุนทองคำ/ทองชมพูนุท ธาตุกายสิทธิ์เทพประทาน โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ (อู๋)
17 พฤษภาคม 2554
คด ก็คือ ธาตุกายสิทธิ์ ของขลังชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คดมีมาช้านานแต่โบราณแล้ว  นิยมพกติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายโดยเฉพาะเป็นมหาอุด  นักรบโบราณต่างไขว่คว้าหาคดอย่างใดอย่างหนึ่งติดตัว  เพื่อให้สามารถรอดชีวิตกลับมาจากการศึกสงคราม ถ้าคดไม่ดีจริงไม่มีอานุภาพจริงคงไม่มีผู้แสวงหามาจนทุกวันนี้

คด นั้นเชื่อกันว่า เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีกายสิทธิ์เข้าไปอาศัยอยู่ในพืชหรือสัตว์จนทำให้พืชหรือ สัตว์ที่ตายแล้วอยู่ในดินเป็นเวลานานนับร้อยนับพันปี  ผ่านการทับถมของดินและมีสภาพแวดล้อมอุณภูมิพอเหมาะจนเกิดเป็นหินฟอสซิลขึ้น มา  แต่คดนั้นเกิดได้เพราะกายสิทธิ์เขาลงไปครองพืชหรือสัตว์นั้นจนเกิดเป็นหิน ขึ้นมาและไม่ได้เกิดเฉพาะพืชหรือสัตว์ที่อยู่ใต้ดินตามที่บางท่านเข้าใจ   คดมีอานุภาพมากน้อยตามแต่บารมีของกายสิทธิ์ที่ลงมาครองในคดนั้นนั่นเอง
คด ที่คนนิยมมากที่สุดก็คือ “คดขนุน” เพราะมีขนาดพอเหมาะและชื่อดีคือชื่อว่าขนุนหรือการหนุนชีวิต  หนุนฐานะ หนุนดวงของผู้เป็นเจ้าของ เกิดพบในลูกขนุน  คือเมื่อกินเนื้อขนุนแล้วพบว่าเมล็ดขนุนนั้นแข็งเป็นหินมีสีน้ำตาล ที่สำคัญมีน้ำหนักมากกว่าเมล็ดขนุนธรรมดา ถ้าเป็นสีน้ำตาลเข้มอมแดงก็เรียกว่าคดขนุนทองแดง เนื่องจากสีของมันดูเหมือนสีของทองแดงแต่ไม่ใช่เป็นโลหะทองแดง  ถ้าเป็นสีดำก็เรียกว่าคดขนุนทองคำ ทั้งนี้ยังไม่เคยปรากฏว่ามีคดขนุนที่เป็นเนื้อโลหะจริงๆ เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้เลย ครั้งนี้ ยุดของเรานี้ พ.ศ. นี้  จึงเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดคดขนุนโลหะทองคำขึ้นมาในโลก ถ้าถาม ผมว่าตอนนี้ของศักดิ์สิทธิ์ หรือของขลังประเภทกายสิทธิ์อะไรมีพลังอิทธิคุณหรืออานุภาพแรงมากที่สุด ผมขอตอบเลยว่า “คดขนุนทองคำ” ที่เกิดขึ้นเองในวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  เพราะตั้งแต่ผมได้มีประสบการณ์ในการสัมผัสพลังพุทธคุณอิทธิคุณของพระเครื่อง และของการสิทธิ์ต่างๆ เช่น คดขนุน (หิน) คดไม้สัก คดไม้ตะเคียน คดปลวก คดไม้งิ้วดำ คดตัวต่อ คดทับทิม คดหอย คดตับหิน คดสมองปลา คดดีปลา ฯลฯ  ไม่มีพลังของคดใดจะแรงสู้คดขนุนทองคำได้เลย พลังของคดขนุนทองคำจัดอยู่ในระดับ A+ ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุด ความแรงในระดับนี้ก็น่าจะมีเพียงเหล็กไหลชั้นหนึ่งโกฏิปีสีเขียวปีกแมลงทับ เท่านี้น ที่จะมีพลังใกล้เคียงในระดับเดียวกันกับคดขนุนทองคำ ส่วนคดแบบอื่นๆ ยังนับว่าห่างกับคดขนุนทองคำมาก คดขนุนทองคำนี้จึงเป็นสุดยอดของคด เป็นหนึ่งไม่มีสอง ผม จึงไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินมาว่า มีผู้เอาคดขนุนทองคำนี้ไปลองยิงแล้วยิงไม่ออกไม่ใช่ยิงด้วยปืนธรรมดานะครับ แต่เป็นปืนเอ็ม 16 ข่าวที่ได้มานี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้เพราะเขาแอบเอาไปลองยิงกัน แต่ผมก็ได้เคยเจอตัวคนยิงผู้นั้นและได้ถามโดยตรงกับผู้ที่เอาไปลองยิง เขาก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เขาเล่าว่าพอยิงชุดแรกไม่ออก ก็เอากระสุนชุดใหม่แกะกล่องกันเลยใส่เข้าไปใหม่แล้วยิงซ้ำก็ยังยิงไม่ออกอีก แต่เมื่อเอากระสุนที่ยิงไม่ออกนั้นยิงขึ้นฟ้าก็ออกทุกนัด โดยเอาไปลองยิงกันที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก (แต่ผู้ที่เอาไปทดลองยิงก็ถูกท่านพระวิษณุกรรมเอาโทษ ต้องขอขมาลาโทษยกใหญ่จึงบรรเทาลงได้) หรือข่าวตอนที่เกิดคดขนุนทองคำนี้ขึ้นมาใหม่ๆ ผู้ที่ได้ไปในชุดแรกๆ ก็ไปโดนยิงที่สำเพ็ง ปรากฏว่ายิงไม่ออกจึงรอดตายมาได้ ล่าสุดก็ในการ ชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย  ที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา  ปรากฏว่า มีทั้งสไนเปอร์ และหัวลูกระเบิดชนิดเอ็ม 79 ถูกยิงตกลงมาหลังเวทีผู้ชุมนุมแต่กลับไม่ระเบิดซักลูก รอดตายกันแบบปาฏิหาริย์จนเป็นข่าวออกทางสื่อมวลชนซึ่งหนึ่งในผู้ชุมนุมนั้น ก็ได้นำคดขนุนทองคำนี้พกติดตัวไปด้วยนั่นเอง  *  เขาเหล่านั้นจึงเอามาเล่าให้ฟังด้วยความตื้นตันใจที่รอดชีวิตกลับมาได้ ทำไม คดขนุนทองคำนี้ จึงศักดิ์สิทธิ์และมีพลังอิทธิคุณแรงมากในระดับ A+ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ผ่านการปลุกเสกใดๆ  ทางวัดหลวงพ่อสดฯ เอง ก็ไม่ได้สร้างหรือทำคดขนุนทองคำนี้ขึ้นมา แต่เพราะคดขนุนทองคำนี้ถูกปรุงหรือทำขึ้นจากท่านจอมเทพผู้ปกครองเหล่าเทวดา หรือที่เราเรียกท่านกันว่า “พระอินทร์” นั่นเอง    ทำไมผมถึงได้ทราบว่าเป็นของท่านพระอินทร์สร้าง ผมไม่ได้รู้เองหรอกครับ ผมทราบเพราะตอนที่ผมได้สัมผัสพลังของคดขนุนทองคำในครั้งแรก  ผมก็รู้สึกประทับใจและแปลกใจที่พลังของเขาหนักแน่น – รุนแรง –และว่องไวมากไม่เหมือนคดอื่นๆ อีกเลยจึงได้สืบและสอบถามจากท่านผู้มีญาณทัศนะที่ไว้ใจได้ ก็ได้ทราบว่าผู้ที่สร้างก็คือท่านพระอินทร์นั่นเอง (สำหรับคดชนิดอื่นๆ อาจสำเร็จด้วยฤทธิ์อำนาจของเหล่าพญานาค พญาครุฑหรือเทพอื่นๆ ฯลฯ) โดยท่านพระอินทร์จอมเทพ ได้มีเทวราชโองการมอมหมายให้สร้างคดขนุนทองคำนี้แก่ท่านพระวิษณุกรรม  ท่านพระวิษณุกรรมจึงได้ประกาศแจ้งเทวราชโองการนี้แก่เหล่าเทพยดาทั้งหลาย  มีท่านพระสุริยเทพ และ ท่านพระจันทิมเทพ พร้อมบริวาร เป็นต้น ให้ได้มีส่วนร่วมในเทวราชโองการที่สำคัญนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างก็เพื่อให้เป็นทุนช่วยทางวัดหลวงพ่อสดฯ ก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ ให้สำเร็จเสร็จสิ้นโดยเร็วนั่นเอง
* ท่านเจ้าอาวาสฯ ได้เคยอัญเชิญธาตุกายสิทธิ์/พญาเหล็ก ซึ่งเป็นเหล็กไหลประเภทหนึ่ง ให้มาเกิดในบาตรเป็นองค์พระพิมพ์พระเจ้าชัยวรมันแจกศิษยานุศิษย์ได้ประมาณ 4 – 5,000 รายเป็นการภายในอยู่ 7 ปี ต่อมพระมหาเถระผู้เป็นอาจารย์ของท่านซึ่งเป็นเสมือนบิดาบังเกิดเกล้าฯ ได้ห้ามท่านมิให้ดังทางเป็นเกจิเช่นนี้ ท่านจึงหยุดทำมา 5 ปีแล้ว คงสร้างแต่พระเครื่องไว้แจกแก่ศิษยานุศิษย์ผู้ใจบุญเท่านั้น   จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดพระเครื่องของท่าน จึงเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นที่ประจักษ์ตาแก่ผู้ที่ร่วมยืนโดดเด่นบนเวทีกลางห่ากระสุนสไนเปอร์และ ระเบิดเอ็ม 79 มาแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะท่าพระอินทร์คงจะทราบด้วยญาณทัศนะของท่านว่า  ทางวัดหลวงพ่อสดฯ  ได้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ไปถึง 100 กว่าล้านบาทแล้ว เงินทุนในการสร้างก็ร่อยหรอลงไปมาก  จนอาจทำให้การก่อสร้างพระมหาเจดีย์เกิดการสะดุดลงได้ ท่านพระอินทร์ซึ้งท่านเองก็เป็นพระอริยะบุคคลในระดับพระโสดาบัน  ตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล  และยังทรงเป็นผู้อธิษฐานค้ำจุนพระพุทธศาสนา  ท่านจึงได้มีเมตตาช่วยเหลือโดยการปรุงธาตุกายสิทธิ์คดขนุนทองคำให้แก่วัด หลวงพ่อสดฯ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ และเฉพาะในช่วงนี้ก็จะมอมให้แก่ผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระมหาเจดีย์ สมเด็จฯ  รายละ 300,000 บาท  ท่านจะมอบคดขนุนทองคำให้รายละ 1 เม็ด และ/หรือ ผู้เป็นเจ้าภาพซื้อที่ดินถมที่บริเวณรอบพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ รายละ 200,000 บาท ขึ้นไป เท่าที่คดพอจะมีเกิดขึ้น ซึ่งมีไม่มาก  และจะหยุดรับเมื่อครบตามจำนวนที่กำหนดไว้แล้ว นอกจากนั้นอาจเป็นเพราะท่านพระอินทร์จอมเทพพระองค์นี้   มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นพี่น้องหรือเป็นสหายกับท่านเจ้าอาวาส  วัดหลวงพ่อสด พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย  ชยมงฺคโล) ในอดีตชาติใดชาติหนึ่งที่ผ่านๆ มาก็เป็นได้ เพราะเคยมีแม่ชีผู้เจริญภาวนาวิชชาธรรมกายท่านหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี  ซึ่งสามารถสื่อสัมผัสกับท่านพระอินทร์ได้ ก็เคยมาเล่าให้ฟังว่าทุกครั้งที่ท่านพระอินทร์  พูดถึงท่านเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดฯ  ท่านจะเรียกว่า “พระน้อง” เสมอ ปัจจุบันเชื่อกันว่าท่านพระอินทร์  พระวิษณุกรรม  พระสุริยเทพ  และพระจันทิมเทพ ต่างก็ได้บรรลุคุณธรรมสำเร็จเป็นพระอริยะบุคคลในระดับพระอนาคามี   หรือในระดับที่สูงกว่าเมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ ชีพอยู่ ไม่ใช่แต่เพียงแม่ชีท่านนี้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้  แม้แต่พระลูกวัดของวัดหลวงพ่อสดฯ องค์หนึ่งที่มีหน้าที่จัดการดูแลรักษาคดขนุนทองคำและทองชมพูนุท  ก็ยืนยันในเรื่องนี้ เพราะท่านมีหน้าที่ดูแลคดขนุน  ท่านจึงได้มีโอกาสพบกับท่านพระอินทร์และพระวิษณุกรรมหลายครั้งหลายโอกาส และทุกครั้งที่ท่านพระอินทร์จะฝากเรื่องหรือพูดถึงท่านเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อ สดฯ ท่านก็จะเอ่ยถึงในลักษณะที่มีความสนิทสนมเป็นพิเศษ เช่น “ท่านไม่ต้องไปห่วงเขาเลย องค์นี้ (บางทีท่านเรียก “พระอนุชา”) แต่อดีต (ชาติ) ท่านสร้างอะไรต่ออะไรมามากแล้วใหญ่กว่ายากกว่านี้ เช่น ... (ท่านเจ้าอาวาสขอไม่ให้ระบุ).. ท่านก็สร้างมาแล้ว” เป็นต้น นับว่าท่านพระอินทร์ ได้มีเมตตาและรักพระน้องชายของท่านองค์นี้มาก  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม  ท่านพระอินทร์องค์นี้ถึงเมตตาช่วยเหลือวัดหลวงพ่อสดฯ เป็นกรณีพิเศษทั้งยังได้สร้างและมอบของศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาและของ เทวโลกไว้ให้กับวัดหลวงพ่อสดฯ อีกมากมายหลายอย่าง (ของที่เทวดาสร้างหรือเนรมิตขึ้นมา จะสวยและประณีตกว่าของที่มนุษย์สร้างมาก จนช่างที่ชำนาญงานมาเห็นเข้าก็จะบอกว่าไม่สามารถสร้างให้สวยและประณีตอย่าง ที่เทวดาท่านสร้างได้) ในช่วงแรกที่ผมได้คดขนุนทองคำมาก็ปรากฏว่ามีนิมิตฝัน เห็นกายสิทธิ์ประจำคดขนุนทองคำมาปรากฏกาย ผมเห็นเป็นเด็กอายุประมาณ 15 – 16 ปี กำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นทีเดียว หน้าตาหล่อเหลา ผิวขาว ผมดำ ท่าทางใจดี แต่งตัวด้วยชุดขาวเดินเข้ามาหาด้วยความยิ้มแย้ม เหมือนการมาแนะนำตัวทุกๆ ครั้งที่ผมได้ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้มาครอบครองซึ่งนับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ ถือว่ามีบารมีสูงที่สุดกว่าคดกายสิทธิ์ชนิดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดอย่างเช่นกายสิทธิ์ของคดตัวต่อหิน (ลักษณะแข็งใสขุ่นเหมือนแก้ว) ที่ผมได้มาก่อนหน้านั้นก็มาปรากฏให้เห็นเช่นกัน โดยมาในร่างของเด็กชายแต่งตัวด้วยชุดขาวอายุประมาณ 9 – 10 ขวบ ผิวขาว ผมดำ น่ารัก ท่าทางค่อนข้างจะซุกซนทีเดียว   ยังคงมีนิสัยชอบเที่ยวชอบเล่นแบบเด็กๆ เมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว กายสิทธิ์ของคดขนุนทองคำน่าจะมีบารมี วัยวุฒิ และคุณวุฒิสูงกว่าคดชนิดอื่นๆ มาก แต่ถ้าเป็นคดหินโดยทั่วไปจะมาในร่างของเด็กน้อยอายุประมาณแค่ 6 – 7 ขวบเท่านั้น และถ้าเปรียบเทียบกับเหล็กไหลแล้ว ผู้ที่มาปรากฏกายให้เห็นในนิมิตฝันจะเป็นท่านพระฤๅษีหนวดเครายาวสีขาว ผมยาว หน้าตาสงบเคร่งมีตบะน่าเกรงขาม บางองค์ยืนถือไม้เท้า บางองค์ก็นั่งเข้าฌานสงบนิ่ง มีทั้งแบบครองผ้าขาวและครองผ้าลายเสือ แล้วแต่ว่าท่านพระฤๅษีท่านนั้นจะครองผ้าอย่างไร  บางท่านก็จะมาบอกถึงชื่อเสียงเรียงนาม เพื่อให้สามารถเรียกชื่อของท่านได้อย่างถูกต้องอีกด้วย
ดังนั้น  การใช้คดขนุนและเหล็กไหลจึงมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด  เพราะคดขนุนเป็นกายสิทธิ์ที่ปรุงขึ้นโดยเทพยดาอริยบุคคลสร้างไว้ให้  เราจึงสามารถที่จะขอในเรื่องโชคลาภ  การค้าขาย  เมตตา  มหาอุด  ความสำเร็จในกิจการต่างๆ ทางโลกได้มากกว่า เพราะการที่เราจะไปขอเรื่องทางโลก กับท่านพระฤๅษีซึ่งมีตบะฌานบารมีแก่กล้าย่อมไม่เป็นการสมควร  เพราะท่านจะชำนาญในเรื่องของการทำฌานบารมี  ปฏิบัติสมาธิ  ควบคุมดินฟ้าอากาศ  ฟ้าฝน  หรือการคุ้มครองป้องกันขับไล่สิ่งชั่ววิญญาณร้ายมากกว่า คดขนุนทองคำเม็ดแรกพบโดยพระท่านหนึ่ง (ท่านขอสงวนนาม) ในปี พ.ศ. 2550 ท่านเป็นพระลูกวัดหลวงพ่อสดฯ บวชที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. แต่มาปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกายที่วัดหลวงพ่อสดฯ ท่านจึงไม่ขอไปที่ไหนอีกแต่ขออยู่ทำงานช่วยวัดหลวงพ่อสดฯ เผยแพร่ธรรมะ     ในขณะนั้นท่านรับหน้าที่ดูแลพระเถระที่เข้ามาอบรมพระกรรมฐาน ซึ่งทางวัดหลวงพ่อสดฯ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีๆ ละ 2 รุ่น คือ รุ่นกลางปี (1 – 14 พ.ค.) และรุ่นปลายปี (1 – 14 ธ.ค.) ท่านปักกลดอยู่บริเวณวิหารหลวงพ่อสด ซึ่งบริเวณนั้นเป็นป่าปลูกมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้นรวมทั้งต้นขนุนด้วย  ท่านเล่าว่าขณะเดินพักผ่อนรอบกลดสังเกตเห็นขนุนลูกหนึ่งถูกสัตว์กัดตกอยู่ ที่พื้น  ขนุนต้นนี้อยู่ข้างวิหารหลวงพ่อสดด้านทิศตะวันออกตัวต้นอยู่ในแนวบันไดขึ้น วิหารด้านทิศตะวันออกเยื้องมาด้านหน้าเล็กน้อย  แม้ขนุนลูกนั้นจะถูกสัตว์กัดจนร่วงลงมาแล้วก็ตาม  ท่านคิดว่าเนื้อขนุนบางส่วนก็น่าจะยังพอฉันได้  ท่านจึงบอกให้สามเณรนำไปผ่าแกะดูแล้วนำมาถวายท่าน ปรากฏว่ามีขนุนอยู่เมล็ดหนึ่งที่มีน้ำหนักผิดปกติ เมื่อแกะเนื้อออกมาดูก็ปรากฏว่าขนุนเมล็ดนั้นมีน้ำหนักมากกว่าปกติ  ลักษณะแข็งเป็นหิน  มีสีน้ำตาลอ่อน  ที่เขาเรียกกันว่า “คดหิน” นั่นเอง  ต่อมาก็มีขนุนตกลงมาอีก ท่านก็ให้สามเณรที่มาช่วยดูแลพระเถระด้วยกันนั้นนำขนุนผลนั้นมาแกะดู ปรากฏว่ามีขนุนอยู่เมล็ดหนึ่งมีน้ำหนักมาก สีเหลืองทองงดงามผิดไปจากเมล็ดแรก ขนุนทั้งลูกเป็นคดขนุนโลหะสีเหลืองทองเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้นท่านเองก็อยาก จะรู้เหมือนกันว่าโลหะนั้นเป็นอะไรกันแน่   จึงได้วานให้ลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งทำงานเกี่ยวกับเครื่องประดับจิวเวอรี่ มีร้านตั้งอยู่แถวสีลม   เอาไปให้ที่ร้านตรวจพิสูจน์ดูปรากฏว่าที่ร้านอยากได้ขอซื้อในราคานับแสน บาท  เขาบอกว่าคดขนุนที่ให้ไปตรวจดูนั้นเป็นทองคำมีเปอร์เซ็นต์ทองสูงถึง 85% หนักประมาณ 4 บาท   ถ้าเรียกเป็นภาษาร้านทองก็ต้องบอกว่าเป็นทอง 20k (ทอง 24k เท่ากับทองคำ 99.99% ส่วนทอง 18k มีเปอร์เซ็นต์ทอง 75% ) แต่ท่านไม่ยอมขายเพราะมีเพียงเม็ดเดียวและเป็นของกายสิทธิ์หายากไม่เคยพบมา ก่อน ต่อมาท่านจึงได้นำคดขนุนทองคำเม็ดนั้นถวายแก่หลวงป๋า (ท่านเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดฯ) ซึ่งท่านนับถือเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่าน  เป็นผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ท่าน  เพราะหลวงป๋าคือผู้สอนผู้ชี้แนะการปฏิบัติจนท่านเข้าถึงธรรมกายได้นั่นเอง
เมื่อ หลวงป๋าเห็นว่าคดขนุนเกิดขึ้นเองภายในวัด  แสดงว่ากายสิทธิ์ที่ลงมาน่าจะยังมีอยู่อีก จึงได้ให้พระเณรลองดูที่ต้นอื่นๆ ภายในวัด  ทั้งบริเวณป่ารอบโบสถ์และอาคารต่างๆ รวมถึงต้นขนุนที่อยู่หลังกุฏิของท่านเจ้าอาวาส  ก็ปรากฏว่าที่ต้นอื่นก็พบคดขนุนทองคำเช่นกัน  โดยมีทั้งที่เป็นทองคำธรรมดาและทองชมพูนุท (Pink Gold) เมื่อเอาไปให้ร้านทองตรวจสอบก็ปรากฏว่า  คดขนุนแบบทองชมพูนุทมีเปอร์เซ็นต์ทองสูงกว่าคดขนุนทองคำเล็กน้อย  โดยแบบทองชมพูนุทมีเปอร์เซ็นต์ทองสูงถึง 90% เทียบเท่ากับทอง 22k ทีเดียว ดังนั้นคดขนุนทองคำที่เกิดขึ้นเองในวัดจึงมี  2  สี ด้วยกัน    คือ สีทองคำและสีทองชมพูนุท   มีขนาดเล็กใหญ่ต่างกันบ้าง  ขนาดใหญ่สุดจะหนักประมาณ 5 บาท  สำหรับคดขนุนทองชมพูนุท นั้น   เมื่อสอบถามไปยังผู้ที่มีญาณทัศนะแล้วท่านบอกว่าเป็นกายสิทธิ์ของท่านพระ สุริยเทพ ซึ่งจะมีพลังอิทธิคุณออกไปในทางเข้มขลัง    รุนแรง  ว่องไว  เรียกตามภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าชอบออกทางแนวบู๊  มหาอุด  ป้องกันภัยอันตราย และเกื้อหนุนหน้าที่การงาน ส่วนคดขนุนทองสีเหลืองทองนั้นท่านว่าเป็นกายสิทธิ์ของท่านพระจันทิมเทพ  พลังอิทธิคุณจะนุ่มนวลเยือกเย็นกว่าแบบทองชมพู  ซึ่งเชื่อกันว่าอิทธิคุณจะเด่นออกไปทางด้านเมตตามหานิยม  แคล้วคลาด และโภคทรัพย์  อย่างไรก็ตามคดทั้ง 2 แบบนี้ก็ถูกปรุงขึ้นตามเทวราชโองการของท่านพระอินทร์จอมเทพ จึงเชื่อว่าคดทั้ง 2 แบบต่างก็มีเทวฤทธิ์อิทธิคุณครอบคลุมรอบด้านตามเจตนาของท่านผู้สร้างอยู่ แล้ว  เรียกว่าชอบแบบไหนก็เลือกใช้แบบนั้นทดแทนกันได้นั่นเอง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อสำรวจหาต้นขนุนกันจนทั่วทั้งวัดแล้ว  แม้จะได้คดขนุนทองคำมาเพิ่มก็ยังถือว่าน้อยมาก  รวมๆ  แล้วก็มีเพียงไม่กี่เม็ด  จึงเกิดความคิดว่าน่าจะขอโอกาสต่อท่านพระอินทร์   ในการที่ทางาวัดจะทำการรวบรวมเมล็ดขนุนไว้จำนวนหนึ่ง  เพื่อเร่งกระบวนการปรุงธาตุของเหล่าเทพยดา   ในครั้งแรก ที่จัดเตรียมเมล็ดขนุนไว้ก็ปรากฏว่าไม่ได้ผล  ไม่ได้คดขนุนทองคำตามที่คาดหวัง  ทั้งนี้เพราะยังเป็นการลองผิดลองถูก  ยังไม่รู้ขั้นตอนที่เหมาะสมว่าควรจะจัดเตรียมอะไรบ้างนั่นเอง  ต่อมาภายหลังจึงรู้ว่า ผู้ที่เกี่ยวจ้องกับเรื่องคดขนุนไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนไหนก็ตามจะต้องเป็นผู้ ที่มีศีลบริสุทธ์  เมล็ดขนุนที่เตรียมไว้เพื่อการนี้จะต้องผ่านการพรมน้ำมนต์จากท่านเจ้าอาวาส เพื่อให้เกิดสิริมงคลก่อน  หลังจากนั้นจึงอธิษฐานอัญเชิญท่านพระอินทร์จอมเทพพร้อมเหล่าเทพยดาทั้งหลาย  มาทำการปรุงธาตุและอัญเชิญกายสิทธิ์ให้ลงในเมล็ดขนุนที่ได้จัดเตรียมไว้  ซึ่งวันและเวลาที่ท่านพระอินทร์จะมาก็ต้องแล้วแต่ท่าน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในขั้นตอนนี้ท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า  เมื่อท่านพระอินทร์มาถึง  บริเวณนั้นจะสว่างไสวเหมือนกับมีการเปิดสปอตไลท์หลายๆ ดวงพร้อมกัน  ท่านมาด้วยเวชยันต์ราชรถโดยมีพระวิษณุกรรมเป็นสารถี  ท่านพระอินทร์จะเป็นจะเป็นผู้มาอธิษฐานปรุงธาตุเป็นลำดับแรก  ต่อมาก็เป็นท่านพระวิษณุกรรม  โดยท่านจะเอามือทั้งสอง มาวางเหนือพานที่ใส่เมล็ดขนุนชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นประมาณ 1 – 2 อาทิตย์  น้ำหนักของเมล็ดขนุนจะเพิ่มมากขึ้นแสดงว่ากายสิทธิ์ได้เริ่มลงมาแล้ว  แต่สำหรับผู้มีตาในแล้วจะรู้ได้ทันทีว่ากายสิทธิ์ลงมาแล้วหรือไม่  โดยถ้าเห็นว่ามีแสงรัศมีสีเหลืองทองอยู่รอบๆ ภาชนะที่ใส่เมล็ดขนุนก็แสดงว่ากายสิทธิ์เขาลงมาแล้วนั่นเอง    เมื่อน้ำหนักเมล็ดขนุนเพิ่มมากขึ้นจนถึงประมาณ 15 – 20 เท่าจากเดิม  ก็แสดงว่ากายสิทธิ์ลงมาเต็มที่แล้ว  หากเปิดภาชนะดูก็จะสามารถตรวจนับได้เลยว่าคดขนุนทองคำเกิดมีขึ้นสำเร็จแล้ว จำนวนกี่เม็ด  โดยมากจะเป็นขึ้นมาไม่เกิน 30% ของจำนวนที่เตรียมไว้เท่านั้น  บางครั้งก็ไม่เป็นเลย  ทั้งนี้ก็เนื่องจากขั้นตอนการลงของกายสิทธิ์นั้น  เราไม่สามารถไปกำหนดบังคับกะเกณฑ์ได้  คงต้องแล้วแต่ความเหมาะสมที่ท่านจอมเทพจะพิจารณา  และขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเหล่ากายสิทธิ์นั้นๆ ที่ต้องการจะลงมาเพื่อช่วยพระศาสนา และสร้างบารมีร่วมกับผู้ที่จะได้เป็นเจ้าของคดนั้นนั่นเอง  แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ  ทั้งคดขนุนสีทองคำและคดขนุนสีทองชมพูนุทมักจะเกิดในคราวเดียวกัน  และมีจำนวนพอๆ กันอีกด้วย  นับเป็นเรื่องที่แปลกมหัศจรรย์มาก
คตขนุน (เม็ดขนุนธาตุกายสิทธิ์) ในขั้นตอนที่กายสิทธิ์ลงแล้วนั้น  เราจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก  เรียกว่าต้องดูแลประคบประหงมเป็นพิเศษ  เปรียบเสมือนการดูแลรักษาทารกแรกเกิดให้เติบโตขึ้นมาทีละน้อยๆ  หากเกิดการผิดพลาดเช่นทำภาชนะที่ใส่หลุดมือตกลงพื้น  คดขนุนที่เห็นว่าเป็นทองคำแล้วนั้นก็จะอันตรธานกลายเป็นไอ  หายไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว เหมือนกับการหุงปรอทหรือเหล็กไหลอย่างไรอย่างนั้น  คือห้ามทำหล่นในขณะที่ขั้นตอนทุกอย่างยังไม่เสร็จสิ้นนั่นเอง      สรุปแล้วกว่าจะได้คดขนุนมาแต่ละเม็ดต้องใช้เวลานานนับเดือน  บางเดือนไม่ได้เลยก็มี สำหรับคดขนุนแบบที่มีเยื่อหุ้ม (รก) ติดอยู่ยิ่งยากขึ้นไปอีก  เพราะต้องระมัดระวังไม่ให้เยื่อขาดหรือหลุดออกจากเมล็ด  การควบคุมอุณหภูมิ  แสงสว่าง  และสภาพแวดล้อมจะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง  ซึ่งเทคนิคเคล็ดลับการดูแลในระยะต่างๆ มีขั้นตอนและรายละเอียดมาก

เมื่อได้คดขนุนทองคำมาในจำนวนที่สมควรแล้ว  ทางวัดจึงมีความเห็นว่าน่าจะแบ่งให้แก่ผู้ที่มาทำบุญสร้างพระมหาเจดีย์ สมเด็จฯ    โดยเฉพาะผู้ที่ทำบุญครั้งละมากๆ   เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นของที่ระลึกในการทำบุญ  อีกทั้งยังเป็นของกายสิทธิ์ที่เชื่อว่าสามารถคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย  และเกื้อหนุนฐานะของผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วย  ต่อมาทางวัดก็ได้มอบให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระมหาเจดีย์ สมเด็จฯ รายละ 300,000 บาท และ/หรือ  ร่วมทำบุญซื้อที่ดินเพื่อถมที่รอบพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ รายละ 200,000 บาทขึ้นไปเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง   พระท่านจะมอบคดขนุนทองคำหรือทองชมพูนุทให้รายละ 1 เม็ด บางท่านที่ได้ไปก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า  ข้างในคดขนุนจะเป็นทองทั้งเมล็ดหรือไม่หรือเป็นทองแต่เพียงเฉพาะผิวด้านนอก เท่านั้น เมื่อความสงสัยมีมากขึ้นๆ  ก็เลยเอาเลื่อยมาผ่าคดขนุนที่ได้มานั้นดู  ปรากฏว่าข้างในก็มีลักษณะตันทั้งเมล็ด  บางรายลองเอาไปขัด/ฝนดูเนื้อใน  ก็ปรากฏว่า  สีสันข้างในก็เหมือนกันกับข้างนอกทุกประการ  แต่ก็ปรากฏว่าผู้ทำเช่นนั้นก็ได้รับโทษถึงเจ็บป่วยมาก  ต้องรักษาตัวอยู่เป็นนานจึงทุเลา

สรุปว่าคดขนุนทองคำที่เทวดาท่านสร้างนั้น  ท่านสร้างไว้อย่างสมบูรณ์จริงแท้แน่นอนทุกประการ  และขอท่านอื่นๆ  อย่าได้เอาคดขนุนไปผ่าแบบนี้  หรือไปขัด/ฝนดูเนื้อใน  และ/หรือ  เอาไปทดลองยิงอีกเลย   พอเห็นหรือดูด้วยตาเปล่า  ก็รู้ว่าเป็นของแท้อยู่แล้ว  ก็ควรจะพอใจได้แล้ว   เพราะการกระทำที่ไม่สมควรหรือลบหลู่แก่ธาตุกายสิทธิ์เทพประทานเช่นนี้   ก็ย่อมมีผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ยังมีเรื่องเหลือเชื่อที่อยากจะเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง  คือปรากฏว่าคดขนุนทองคำที่อยู่กับหลวงป๋าหรือท่านเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดฯ ได้ปรากฏว่ามีกายสิทธิ์ของเหล็กไหลเข้าไปผสมกับคดขนุนทองคำเพิ่มเติมเข้าไป อีก  คดเม็ดนั้นเลยเป็นทั้งคดขนุนทองคำและคดขนุนเหล็กไหลในเม็ดเดียวกัน  ซึ่งมีเพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น  ท่านบอกว่ามันเป็นของมันเองท่านไม่ได้ไปทำอะไรเลย  และเกิดขึ้นเพียงครั้งนั้นครั้งเดียว  มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเกิดขึ้นเฉพาะตน  แล้วแต่วาสนาบุญบารมีของแต่ละคน  เพราะคนอื่นๆ  ที่ได้คดขนุนทองคำไปก็ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้เลย        แต่คดขนุนเหล็กไหลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อการทำบุญแต่อย่างใดเพราะเป็นของเฉพาะ ตน   ซึ่งถ้าท่านผู้ใดอยากมีอยากได้ไว้บ้าง  ก็คงต้องไปอธิษฐานกันเอาเอง การค้นพบคดขนุนทองคำที่วัดหลวงพ่อสดฯ  ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นเรื่องมหามงคลอย่างยิ่ง   เพราะนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและของโลก  ที่เกิดคดขนุนธาตุกายสิทธิ์เทพประทานอันศักดิ์สิทธิ์สำคัญแบบนี้ขึ้นมา  พวกเราซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน   ก็น่าจะใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ร่วมทำบุญสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ  กันอย่างพร้อมเพรียง    มีมากก็ทำมากมีน้อยก็ทำน้อย  และจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างเทพยดาและมนุษย์  ที่จะบำรุงรักษาค้ำชูพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงตราบนานเท่านานในแผ่นดินทองของพวกเราแห่งนี้
เมื่อท่านได้อ่านบทความนี้แล้ว   ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าที่วัดยังจะมีคดขนุนทองคำนี้อยู่เรื่อยๆ  นะครับ   จำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ใช่ว่ามีมาก  อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน  คดขนุนนี้อาจจะเกิดมีขึ้นมาหรือหยุดลงเมื่อใดก็ได้    เพราะเป็นของที่เกิดขึ้นเองด้วยเทวฤทธานุภาพของเหล่าเทพยดาอริยบุคคล  และปัจจัยที่ได้จากคดขนุนทองคำนี้ทั้งหมด  ก็จะนำไปสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ  จึงมีอานิสงส์มาก  เป็นบุญบารมีติดตัวท่านไปทุกภพทุกชาติ   ให้ท่านเป็นผู้เจริญด้วยคุณธรรม  โดยการศึกษาสัมมปฏิบัติพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงจะได้รับ           อานิสงส์เป็นความเจริญรุ่งเรือง  มีความปลอดภัย  สันติสุข  และมั่นคงในชีวิต  อย่างแน่นอนแท้จริง  ตามพระพุทธดำรัสว่า “ธมฺโม  หเว  รกฺขติ  ธมฺมจารึ ฯ” แล

ท่านสามารถติดต่อเพื่อร่วมทำบุญสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ  และขอชมคดขนุนทองคำนี้ได้ที่ประชาสัมพันธ์  วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม   ริมถนนสายบางแพ-ดำเนินสะดวก  กม.ที่  14  ต.แพงพวย  อ.ดำเนินสะดวก  จ.ราชบุรี  70130  โทรศัพท์  083-032-8907 ,086-306-0920 ,086-306-0921 , 086-306-0922 ,0-3274-5180  กดต่อ 220/191 หรือเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของวัดได้ที่เว็บไซท์  http;//www.dhammakaya.org

เรื่อง คดขนุนทองคำ/ทองชมพูนุท ธาตุกายสิทธิ์เทพประทาน

โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ (อู๋)

17 พฤษภาคม 2554

by http://www.center.dhammakaya.biz

ผู้แสดงความคิดเห็น dhammakaya.biz วันที่ตอบ 2012-07-02 11:31:12


ความคิดเห็นที่ 2 (156271)

ที่บ้านมีอยู่ แต่ไม่รู้ใช่คตไหมช่วยตอบที่

ลักษณะของมันเหมือนไข่ไก่ แข็งเหมือนหิน

ผู้แสดงความคิดเห็น chanita (chanita-too-at-outlook-dot-com)วันที่ตอบ 2013-05-08 10:51:12


ความคิดเห็นที่ 3 (158049)

 ดูจากลักษณะแล้ว ไม่น่าจะใช่คตนะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เวบ วันที่ตอบ 2013-09-05 15:48:33



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.

 

  Adress: วัดดงดินแดง ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่   Email: mdptum@gmail.com Tel: 081 771 6146